เห็นคำว่า “ขุนแผน” หลายคนคงนึกถึงชายหนุ่มรูปงาม เจ้าชู้ มีวิชาอาคม และมีเรื่องรักวุ่นวายจนตามอ่านกันแทบไม่ทัน
แต่ขุนแผนนาคเกี้ยวของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ไม่ได้สร้างเป็นรูปชายขุนแผน
ด้านหน้าของพระเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย มีนาคสามตัวเกี้ยวพันอยู่ใต้ฐานและแผ่พังพานขึ้นเหนือองค์พระ ส่วนด้านหลังวางอักขระซึ่งฝ่ายศิษย์เรียกว่า “นะอกแตก” ร่วมกับสาริกาตัวผู้และสาริกาตัวเมีย
พุทธศิลป์ดูแปลกตา ชื่อก็จำง่าย เนื้อหามวลสารยิ่งไม่ธรรมดา พระชุดนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในขุนแผนที่คนศึกษาสายหลวงปู่ชื่นตามหากันมากที่สุด
ขุนแผนนาคเกี้ยวสร้างขึ้นเมื่อใด
ข้อมูลตลาดพระเก่าและคำบอกเล่าฝ่ายศิษย์ระบุตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ขุนแผนนาคเกี้ยวสร้างราว พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นช่วงต้นของการจัดสร้างวัตถุมงคลอย่างเป็นทางการของหลวงปู่ชื่น วัดตาอี
บางแห่งเรียกพระชุดนี้ว่า “ขุนแผนนาคเกี้ยว พิศวาสรุนแรง” ขณะที่บางแห่งใช้ชื่อ “รุ่นโลกลืม” ความจริงแล้วชื่อเหล่านี้มีแนวโน้มเป็นฉายาที่วงการตั้งขึ้นภายหลัง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการสร้างแยกเป็นคนละปีหรือคนละพิธี
คำว่า “ทุกรุ่น” ของขุนแผนนาคเกี้ยวจึงควรเข้าใจว่าเป็น “ทุกแบบการจัดสร้าง” มากกว่า “หลายรุ่นหลายปี”
พระเนื้อธรรมดา แบบฝังตะกรุดสั้น แบบฝังตะกรุดยาว แบบสามตะกรุด และเนื้อพิเศษ ล้วนใช้พิมพ์กับแนวคิดเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่ส่วนผสม ของบรรจุ และขั้นตอนพิเศษของแต่ละแบบ
ทำไมจึงเรียกว่า “นาคเกี้ยว”
คำว่า “เกี้ยว” ในชื่อรุ่นไม่ได้สื่อถึงการเกี้ยวพาราสีเพียงความหมายเดียว แต่สัมพันธ์กับลวดลายพญานาคที่พันเกี่ยวกันอยู่ใต้ฐานพระ
นาคในวัฒนธรรมอุษาคเนย์ผูกพันกับน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ การคุ้มครอง และอำนาจของแผ่นดิน เมื่อเข้ามาอยู่ในพุทธศิลป์ นาคยังทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา ดังเรื่องพญานาคมุจลินท์แผ่พังพานกำบังฝนให้พระพุทธเจ้า
ลักษณะนาคสามตัวที่เกี้ยวกันจึงอ่านความหมายได้หลายชั้น ทั้งความสัมพันธ์ ความช่วยเหลือ ความอุดมสมบูรณ์ และการหนุนส่งบารมีของผู้บูชา
ส่วนคำว่า “ขุนแผน” มาจากคติความนิยมด้านเมตตาและการดึงดูดใจ มิได้หมายความว่ารูปบนองค์พระคือขุนแผนในวรรณคดี
จุดเริ่มต้นจากการรวบรวมมวลสาร
เรื่องเล่าฝ่ายศิษย์ระบุว่า หลวงปู่ชื่นใช้เวลารวบรวมมวลสารสำหรับพระชุดนี้อยู่หลายปี วัตถุดิบบางส่วนได้มาระหว่างเดินธุดงค์ บางส่วนเก็บจากกัมพูชา และบางส่วนเกิดจากการลบผงตามตำราที่ท่านศึกษาไว้
มวลสารสำคัญที่สุดมีชื่อว่า “ผงอ่อนใจรัก”
ชื่อนี้อาจฟังเหมือนชื่อเพลงลูกทุ่งอยู่สักหน่อย แต่ในตำราฝ่ายศิษย์ถือเป็นผงเมตตาชั้นสูง ใช้ในคติทำให้คนใจแข็งอ่อนลง ลดความโกรธ และเกิดความเอ็นดูต่อผู้ใช้
ข้อมูลการสร้างกล่าวว่า หลวงปู่ลบผงอ่อนใจรักในฤกษ์ที่เรียกว่า “วันจันทร์สามค่ำ จันทร์ตรี ฤกษ์พระรามแต่งงานกับนางสีดา” ก่อนนำไปประชุมร่วมกับผง ว่าน และมวลสารอื่น
รายละเอียดด้านฤกษ์และตำรายังเป็นข้อมูลมุขปาฐะจากฝ่ายศิษย์ ไม่พบสมุดตำราต้นฉบับให้ตรวจสอบ จึงควรอ่านในฐานะประวัติความเชื่อของผู้จัดสร้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
ผงวิเศษห้าประการ
ข้อมูลแต่ละแห่งเรียงรายชื่อผงต่างกันเล็กน้อย แต่ชุดที่พบกล่าวถึงบ่อยประกอบด้วยผงอ่อนใจรัก ผงสาวสามหมู่บ้านกินน้ำบ่อเดียวกัน ผงสาริกาป้อนเหยื่อ ผงเสน่ห์พระแม่ธรณี และผงนะวนนะเวียน
บางคำบอกเล่าเพิ่ม “ผงอยู่มิได้” เข้าไปอีกชนิด จึงเกิดความสับสนว่าผงอ่อนใจรักเป็นชื่อผงหนึ่งในชุด หรือเป็นผงที่เกิดจากการรวมผงย่อยทั้งหมด
วิธีเขียนที่ปลอดภัยที่สุดคือ ผงอ่อนใจรักเป็นมวลสารแกนกลาง ซึ่งฝ่ายศิษย์อธิบายว่าเกิดจากการประชุมผงเมตตาหลายประเภทเข้าด้วยกัน ส่วนจำนวนและชื่อผงย่อยควรระบุว่าแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล
ว่านเมตตาและว่านเรียกทรัพย์
ประวัติการสร้างระบุว่าพระชุดนี้มีว่านทางเมตตาและมหาเสน่ห์มากกว่า 500 ชนิด เช่น ว่านดอกทอง ว่านสาวหลง ว่านเครือเขาหลง และว่านในกลุ่มเสน่ห์จันทน์
ยังมีว่านที่สัมพันธ์กับคติโชคลาภอีก 108 ชนิด เช่น ว่านมหาเศรษฐี ว่านเรียกทรัพย์ และว่านดูดทรัพย์
ตัวเลข 500 กับ 108 เป็นตัวเลขตามบัญชีฝ่ายศิษย์ ยังไม่มีการตรวจแยกพฤกษศาสตร์จากองค์พระ การกล่าวว่า “ประวัติการสร้างระบุว่ามี” จึงเหมาะกว่าการยืนยันว่าพบว่านครบทุกชนิดในพระทุกองค์
มวลสารอีกกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงคือผงพรายตามตำราเขมร เครื่องหอม น้ำมันอาถรรพณ์ สีผึ้ง และวัสดุที่หลวงปู่สะสมระหว่างธุดงค์ เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการสร้างวัตถุมงคลในสายหลวงปู่ชื่น ผู้ศึกษาอาจรับรู้ไว้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกถ้อยคำแบบไม่มีข้อสงสัย
ตะกรุดเงินปากผีและความแตกต่างของแต่ละแบบ
ขุนแผนนาคเกี้ยวแบบพิเศษด้านหลังฝังตะกรุดซึ่งแหล่งข้อมูลเรียกว่า “ตะกรุดเงินปากผี” หมายถึงโลหะที่ได้จากเหรียญซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีศพ แล้วนำมาหลอม รีดเป็นแผ่น ลงอักขระ และม้วนเป็นตะกรุด
เรื่องแหล่งที่มาของโลหะเป็นคำบอกเล่าจากผู้จัดสร้าง ไม่สามารถยืนยันจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ผู้สะสมไม่ควรเห็นตะกรุดสีคล้ำแล้วรีบเรียกเงินปากผีทันที เพราะโลหะเก่าหลายประเภทให้ผิวใกล้เคียงกันได้
แบบพิเศษสามดอกมีข้อมูลว่า หลวงปู่ลงอักขระต่างกันในตะกรุดแต่ละดอก
ดอกแรกเรียกว่า “นะอกแตก” ตามคติหมายถึงการเกิดความกระวนกระวายเมื่อไม่ได้พบเห็น
ดอกที่สองเรียกว่า “นะเข้าหา” สื่อถึงความอยากพบ อยากพูดคุย หรือเข้ามาติดต่อ
ดอกที่สามเรียกว่า “นะร้องไห้” เป็นชื่อวิชาในตำราเมตตา ใช้อธิบายอารมณ์คิดถึงและความผูกพัน
ชื่อวิชาเหล่านี้มีภาษาค่อนข้างรุนแรง ควรศึกษาในฐานะมรดกความเชื่อ ไม่ควรนำไปใช้สนับสนุนการบังคับจิตใจหรือละเมิดความยินยอมของผู้อื่น
ขั้นตอนทำตะกรุดแบบพิเศษ
ข้อมูลฝ่ายศิษย์เล่าว่า หลวงปู่ชื่นจาร ตัด และม้วนตะกรุดด้วยตนเอง ตะกรุดยุคแรกจึงมีขนาดไม่เท่ากัน การวางเรียงด้านหลังก็ไม่ได้ตรงเหมือนงานผลิตจากเครื่องจักรทุกองค์
ระหว่างม้วนตะกรุด ท่านจะบริกรรมคาถาประจุอาคมตามยันต์แต่ละดอก เมื่อทำเสร็จจึงนำไปแช่น้ำมันตามตำรับ ก่อนฝังลงในเนื้อพระ
พระบางองค์พบตะกรุดสั้นหนึ่งดอก บางองค์เป็นตะกรุดยาวหนึ่งดอก และแบบพิเศษที่สุดฝังตะกรุดยาวสามดอกเรียงกันอยู่ด้านหลัง
ความไม่เรียบร้อยเล็ก ๆ ของตะกรุดไม่ได้แปลว่าแท้เสมอไป พระเลียนแบบก็จงใจทำให้ดูเหมือนงานมือได้ ต้องพิจารณาพิมพ์ เนื้อ ขอบ รอยกด และประวัติการครอบครองร่วมกัน
การกดพิมพ์และสถานที่ออกพระยุคต้น
พระขุนแผนนาคเกี้ยวแบบตะกรุดสามดอกมีข้อมูลว่ากดด้วยมือ และจัดสร้างเพื่อออกให้ผู้ร่วมทำบุญสร้างศาลาที่วัดนกใน กรุงเทพมหานคร หลวงปู่ชื่นเป็นผู้เตรียมมวลสาร ทำตะกรุด และอธิษฐานจิตให้
ข้อมูลนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมพระบางส่วนจึงถูกเรียกว่า “ออกวัดนก” ทั้งที่ผู้ปลุกเสกคือหลวงปู่ชื่นแห่งวัดตาอี
คำว่าออกวัดนกหมายถึงสถานที่หรือวัตถุประสงค์การทำบุญ ไม่ได้เปลี่ยนสำนักผู้ปลุกเสก แต่ควรระบุไว้เมื่อบันทึกประวัติองค์พระ เพื่อไม่ให้ผู้ศึกษาภายหลังเข้าใจว่าเป็นของคนละเกจิ
สำหรับพระเนื้อธรรมดาและแบบตะกรุดอื่น ยังไม่มีหลักฐานชัดว่าทั้งหมดออกในงานเดียวกันหรือทยอยสร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
การปลุกเสกห้ายามตลอดเก้าเดือน
ข้อมูลการสร้างแบบละเอียดระบุว่า หลวงปู่ชื่นเลือกปลุกเสกเดี่ยว ไม่ได้นิมนต์พระเกจิรูปอื่นมาร่วม เพราะต้องการควบคุมแนวทางของสมาธิและวิชาที่ใช้ให้เป็นสายเดียวกัน
คำว่า “ปลุกเสกห้ายาม” หมายถึงการอธิษฐานจิตในช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น และกลางคืน ทำต่อเนื่องเป็นเวลาเก้าเดือน หรือสามไตรมาส
หลังจากประชุมธาตุและกดเป็นองค์พระแล้ว ยังมีข้อมูลว่าท่านนำพระเข้าปลุกเสกเพิ่มเติมในฤกษ์จันทรคราส ก่อนป้ายน้ำมันหรือสีผึ้งแก่องค์พิเศษบางส่วน
ลำดับพิธีทั้งหมดมาจากคำบอกเล่าในตลาดพระและฝ่ายศิษย์ ยังไม่พบปฏิทินพิธีหรือบันทึกวัดซึ่งยืนยันวันเริ่มกับวันสิ้นสุด การใช้ถ้อยคำว่า “ตามประวัติการสร้างระบุว่า” จะซื่อตรงกับหลักฐานมากที่สุด

ขุนแผนนาคเกี้ยวมีกี่แบบ
ข้อมูลบัญชีที่เผยแพร่ในตลาดเก่าแบ่งพระชุดนี้ออกเป็นอย่างน้อยหกแบบ
แบบแรกคือพระเนื้อธรรมดา ไม่ฝังตะกรุด มีข้อมูลระบุจำนวนประมาณ 2,000 องค์ แบบนี้พบมากกว่าแบบอื่นและเป็นพิมพ์หลักของรุ่น
แบบที่สองคือเนื้อว่านดอกทองล้วน ระบุจำนวน 10 องค์ จัดเป็นเนื้อพิเศษซึ่งพบเห็นได้น้อยมาก
แบบที่สามฝังเม็ดแร่ขนาดใหญ่และปฐวีธาตุ ระบุจำนวน 10 องค์
แบบที่สี่ฝังตะกรุดสั้นหนึ่งดอก เรียกกันว่า “ตะกรุดนะอ่อนใจ” หรือ “ตะกรุดอ่อนใจรัก” มีข้อมูลระบุจำนวน 200 องค์
แบบที่ห้าฝังตะกรุดยาวหนึ่งดอก เรียกว่า “สาริกาเงินปากผี” มีข้อมูลระบุจำนวน 56 องค์
แบบสุดท้ายฝังตะกรุดยาวสามดอก ได้แก่ นะอกแตก นะเข้าหา และนะร้องไห้ มีข้อมูลระบุจำนวน 40 องค์
ตัวเลขทั้งหมดมาจากบัญชีตลาดรอง ไม่ใช่ภาพใบจองหรือบัญชีวัดฉบับต้น หากนำไปเผยแพร่ต้องใส่คำว่า “มีข้อมูลระบุว่า” และไม่ควรนำจำนวนสร้างไปใช้เป็นหลักประกันความแท้ขององค์ใดองค์หนึ่ง
ยังไม่ชัดว่าจำนวนพิเศษเหล่านี้นับแยกจาก 2,000 องค์ หรือรวมอยู่ในยอดดังกล่าว การบวกตัวเลขแล้วประกาศเป็นยอดสร้างทั้งหมดจึงยังไม่เหมาะนัก
ตารางจำแนกแบบสำหรับผู้สะสม
- เนื้อธรรมดา — จุดสังเกต: ไม่ฝังตะกรุด — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: ประมาณ 2,000 องค์
- เนื้อว่านดอกทองล้วน — จุดสังเกต: เนื้อพิเศษ ไม่มีข้อมูลตะกรุดแน่ชัด — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: 10 องค์
- ฝังแร่และปฐวีธาตุ — จุดสังเกต: มีเม็ดแร่ใหญ่หรือปฐวีธาตุ — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: 10 องค์
- ตะกรุดสั้นหนึ่งดอก — จุดสังเกต: เรียกนะอ่อนใจหรือนะอ่อนใจรัก — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: 200 องค์
- ตะกรุดยาวหนึ่งดอก — จุดสังเกต: เรียกสาริกาเงินปากผี — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: 56 องค์
- ตะกรุดยาวสามดอก — จุดสังเกต: นะอกแตก นะเข้าหา นะร้องไห้ — จำนวนตามข้อมูลตลาดรอง: 40 องค์
ตารางนี้ใช้เพื่อจัดระบบข้อมูล ไม่ใช่คู่มือตัดสินพระแท้ เพราะยังมีความต่างด้านการชุบน้ำมัน ป้ายสีผึ้ง ฝังสายสิญจน์ และสภาพการใช้ของแต่ละองค์
แบบชุบน้ำมันกับไม่ชุบน้ำมัน
พระขุนแผนนาคเกี้ยวพบทั้งเนื้อแห้ง เนื้อที่มีความมัน และองค์ซึ่งระบุว่าชุบน้ำมันอาถรรพณ์
องค์พิเศษบางชิ้นมีการป้ายสีผึ้งงาดำหรือฝังสายสิญจน์เพิ่มเติม สีของพระจึงมีตั้งแต่น้ำตาลอ่อน น้ำตาลแดง ไปจนถึงน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวบางองค์ดูฉ่ำ ขณะที่บางองค์แห้งและเห็นเส้นใยว่านชัดเจน
อย่าใช้ความมันเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว น้ำมันสามารถทาภายหลังได้ และเนื้อพระที่ผ่านการสัมผัสมานานก็เกิดความมันจากการใช้ได้เช่นกัน
หากไม่มีประวัติเดิม ควรบรรยายตามสิ่งที่เห็น เช่น “เนื้อผงว่าน ผิวมีความมัน” มากกว่าระบุทันทีว่า “ชุบน้ำมันอาถรรพณ์จากวัด”
ยันต์ด้านหลังกับนัยของพิมพ์
พระเนื้อธรรมดาซึ่งไม่มีตะกรุดยังมีความสำคัญ เพราะด้านหลังออกแบบด้วยกลุ่มยันต์เมตตาตามแนวทางของหลวงปู่ชื่น
ข้อมูลฝ่ายศิษย์กล่าวถึงนะอกแตก สาริกาตัวผู้ และสาริกาตัวเมีย ซึ่งเป็นชุดอักขระที่พบความเชื่อมโยงกับขุนแผนมะรุมมะตุ้มของท่าน
แนวคิดของยันต์คือให้เมตตากระจายไปกับลมหายใจและบุคลิกของผู้ใช้ คนโบราณจึงให้ความสำคัญกับการภาวนาสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่แขวนพระแล้วรอให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเอง
แบบไม่ฝังตะกรุดไม่ได้ด้อยกว่าโดยอัตโนมัติ ศิษย์บางสายกลับนิยมเนื้อธรรมดา เพราะเชื่อว่าอยู่รับการอธิษฐานจิตกับหลวงปู่นานกว่า ส่วนพระพิเศษมีคุณค่าด้านความหายากและรายละเอียดการสร้างเพิ่มขึ้น
ความเชื่อด้านพุทธคุณ
ขุนแผนนาคเกี้ยวถูกกล่าวถึงในด้านเมตตา มหานิยม การเจรจา ความก้าวหน้า และความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
สัญลักษณ์นาคสัมพันธ์กับน้ำและความอุดมสมบูรณ์ ผู้บูชาจึงเชื่อมโยงพระรุ่นนี้กับโชคลาภ การค้าขาย และความไม่ขาดแคลน ส่วนคติขุนแผนกับผงอ่อนใจรักทำให้ชื่อเสียงด้านความรักโดดเด่นเป็นพิเศษ
ฝ่ายศิษย์ยังเล่าถึงการหนุนดวง อำนาจบารมี และชัยชนะเหนือคู่แข่งขัน แต่ทั้งหมดเป็นความเชื่อกับประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่ผลที่รับรองแก่ผู้บูชาได้
คำเตือนที่มีการถ่ายทอดในหมู่ศิษย์คือ เมื่อได้รับความรักหรือความไว้วางใจจากใคร ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเขาให้ดี ฟังแล้วไม่ใช่คำสอนลึกลับอะไรเลย แต่ตรงและใช้ได้จริงมาก เพราะเสน่ห์ที่ขาดความรับผิดชอบมักทิ้งปัญหาไว้ให้คนอื่นเสมอ
บทสวดอาราธนาขุนแผนนาคเกี้ยว
คาถาที่พบเผยแพร่คู่กับพระรุ่นนี้โดยตรงคือ
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วภาวนาว่า
“นะเอกาจักขุ สัพเพชะนา พะหูชะนา
เมตตา ตัณหา ราคะ โชคลาภ โภคทรัพย์
เอกาจักขุ นะชาลิติ”
ภาวนา 3 จบ แล้วตั้งจิตอธิษฐานในเรื่องที่สุจริต
ตัวบทมีการสะกดต่างกันเล็กน้อยในแต่ละเว็บไซต์ ควรออกเสียงอย่างมีสติ ไม่ต้องเร่ง และไม่จำเป็นต้องดัดแปลงถ้อยคำให้พิสดารขึ้น
อีกบทหนึ่งที่เผยแพร่ร่วมกับขุนแผนนาคเกี้ยวคือบทขอพระรัตนตรัยและเทวดาคุ้มครอง
“พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา
นะเสน่หาให้มาสวาหะ
โมเสน่หาให้มาสวาหะ
พุทเสน่หาให้มาสวาหะ
ธาเสน่หาให้มาสวาหะ
ยะเสน่หาให้มาสวาหะ
นะนิยมให้มาสวาหะ
โมนิยมให้มาสวาหะ
พุทนิยมให้มาสวาหะ
ธานิยมให้มาสวาหะ
ยะนิยมให้มาสวาหะ
นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ
เทวดาเจ้าข้า จงมารักษาข้าพเจ้าไปเดี๋ยวนี้ เทอญ”
บทหลังปรากฏในเว็บไซต์รวบรวมคาถาภายหลัง และมีถ้อยคำที่ใช้ร่วมกับวัตถุมงคลหลายสำนัก จึงควรเรียกว่า “คาถาอาราธนาที่เผยแพร่คู่กับพระ” ไม่ควรยืนยันว่าเป็นบทลับซึ่งหลวงปู่ชื่นแต่งขึ้นเอง
วิธีอาราธนาแบบเรียบง่าย
ก่อนนำพระขึ้นคอ ตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ
เลือกภาวนาคาถาบทใดบทหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องท่องทุกบทต่อกัน แล้วอธิษฐานให้ตนเองมีสติ วาจาดี พบคนจริงใจ และประกอบอาชีพโดยสุจริต
หากจำคาถาไม่ได้ ใช้ “นะโมพุทธายะ” หรือระลึกถึงพระรัตนตรัยด้วยภาษาของตนเองก็เพียงพอ การมีสติขณะพูดและไม่เอาเปรียบผู้อื่นสำคัญกว่าการออกเสียงได้ครบทุกพยางค์แต่ใจลอยไปไหนต่อไหน
ไม่ควรอธิษฐานบังคับให้บุคคลใดหลงรักหรือกลับมาหาโดยฝืนความสมัครใจ เรื่องความสัมพันธ์ต้องอยู่บนความยินยอมของทั้งสองฝ่าย พระเครื่องควรเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทำตัวน่ารัก ไม่ใช่เครื่องมือผลักความต้องการของเราไปทับใจคนอื่น
ก่อนเช่าหา ต้องแยก “รุ่น” กับ “แบบ” ให้ถูก
ปัญหาที่พบมากคือ ผู้ขายนำคำว่า “รุ่นแรก” ไปใช้กับพระทุกองค์ที่ฝังตะกรุด หรือเรียกองค์ชุบน้ำมันทุกองค์ว่าเป็นพิมพ์พิเศษ
ข้อมูลที่มีน้ำหนักมากกว่าชี้ว่า ขุนแผนนาคเกี้ยวเป็นการสร้างในช่วงเดียวกันราว พ.ศ. 2543 แล้วทำหลายแบบ พระตะกรุดสามดอกเป็นงานพิเศษยุคต้นที่พบจำนวนน้อย ไม่ได้แปลว่าพระไม่มีตะกรุดเป็นของสร้างภายหลัง
ก่อนเช่า ควรดูว่าผู้ขายระบุชนิดตะกรุด เนื้อ มวลสารพิเศษ และที่มาได้ตรงกับองค์จริงหรือไม่ ถ้าบอกเพียงว่า “แรงมาก หายากมาก” แต่ตอบไม่ได้ว่าตะกรุดสั้นหรือตะกรุดยาว แบบนั้นก็ควรพักความตื่นเต้นไว้ก่อน
พระแท้ไม่จำเป็นต้องอาศัยเรื่องเล่าเกินจริงมาช่วยให้แท้ขึ้น และพระที่มีประวัติดีก็ไม่ควรถูกลดคุณค่าด้วยข้อมูลซึ่งแต่งเติมจนตรวจอะไรไม่ได้เลย
ขุนแผนนาคเกี้ยวอาจเริ่มจากผง ว่าน ตะกรุด และคติของพญานาค แต่สิ่งที่จะทำให้การบูชามีความหมายจริง คงอยู่ที่เจ้าของเลือกใช้เมตตาอย่างรับผิดชอบเพียงใด—เพราะคนที่มีเสน่ห์ที่สุด ไม่ใช่คนที่ทำให้ใครหลง แต่เป็นคนที่ได้รับความรักแล้วรู้จักรักษามันไว้
